วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ






1.จงบอกความหมายของประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ทั้ง2 ประเภท
 ตอบ
1. ระบบสารสนเทศเพื่อการสนับสนุนการตัดสินใจของบุคคล
      ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System: EIS) คือ MIS ประเภทพิเศษที่ถูกพัฒนาสำหรับผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถ ใช้ระบบสารสนเทศได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมาส์เลื่อนหรือจอภาพแบบสัมผัส เพื่อเชื่อมโยงข่าวสารระหว่างกันทำให้ผู้บริหารไม่ต้องจำคำสั่ง

คุณสมบัติของระบบ EIS
     - มีการใช้งานบ่อย
     - ไม่ต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูง
     - ความยืดหยุ่นสูงสามารถเข้ากันได้กับรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร
     - การใช้งานใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม
     - การสนับสนุนการตัดสินใจไม่มีโครงสร้างแน่นอน
     - ผลลัพธ์ที่แสดงจะเป็นตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย
     - การใช้งานภาพกราฟิกสูง จะใช้รูปแบบการนำเสนอต่างๆ
     - ความเร็วในการตอบสนองรวดเร็วทันทีทันใด
ประโยชน์ของของระบบ EIS
     1. ง่ายต่อผู้บริหารระดับสูงในการใช้งาน
     2. การใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์
     3. ให้สารสนเทศสรุปของบริษัทในเวลาที่ต้องการ
     4. ทำให้สามารถเข้าในสารสนเทศได้ดีขึ้น
     5. มีการกรองข้อมูลให้ประหยัดเวลา
     6. ทำให้ระบบสามารติดตามสารสนเทศได้ดีขึ้น



2. ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม
ตอบ     
ลักษณะของระบบสนันสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม
1. เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่การนำองค์ประกอบต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว มาประยุกต์ใช้แต่จะต้องสร้างขึ้นมาใหม่จึงจะเรียกว่าเป็นระบบ GDSS
2. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม ถูกออกแบบมาโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจขององค์ประชุม
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจถูกออกแบบมาเพียงเพื่อต้องการแก้ปัญาหาเฉพาะหน้า หรือแก้ไขปัญหาทั่วไปก็ได้
4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะต้องง่ายต่อการเรียนรู้ และใช้งานได้สะดวก อีกทั้งยังอาจให้ความหลากหลายกับผู้ใช้ในแต่ละระดับที่เกี่ยวข้องกับความรู้ การประมวลผล และการสนับสนุนการตัดสินใจ
5. มีกลไกที่ให้ผลในเรื่องการปรับปรุงจุดบกพร่องที่เกิดจกพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมประชุม เช่นการขจัดความขัดแย้งในที่ประชุม
6. ระบบจะต้องออกแบบให้มีความสามารถในการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมต่างๆ เช่น กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

ประโยชน์ของ GDSS
1. ช่วยในการเตรียมความพร้อมในการประชุม
2. มีการจัดเตรียมข้อมูลและสารสนเทศที่เหมาะสมในการประชุม
3. สร้างบรรยากาศในการร่วมมือกันระหว่างสมาชิก
4. สนับสนุนการมีส่วนร่วมและกระตุ้นการแสดงความคิดเห็นของสมาชิก
5. มีการจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของปัญหา
6. ช่วยให้การประชุมบรรลุผลในระยะเวลาที่สมควร
7. มีหลักฐานการประชุมแน่ชัด
      ตัวอย่างการใช้งาน GDSS เช่น บริษัทแห่งหนึ่งต้องการปรับเปลี่ยนเวลาทำงานของพนักงานบริษัท จึงมีการรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของพนักงานทุกคนไว้ในฐานข้อมูลของ GDSS เพื่อประมวลผลตามแบบจำลองที่สร้างไว้ จากนั้นผู้บริหารหลาย ๆ ฝ่ายร่วมกันตัดสินใจว่าควรจะดำเนินการอย่างไร


08


------------------------------------------------------------------------------------------------------------



2.จงบอกความแตกต่างระหว่าง EIS กับ GDSS ให้ตอบคำถามลงใน Blog พร้อมตกแต่ง เพิ่มรูปภาพพร้อมแหล่งที่มาให้สวยงาม
ตอบ
     ระบบของ GDSS จะเน้นออกแบบไปในทางที่ประชากรเป็นกลุ่มๆ ทางด้านความสามารถนั้น
จะต้องหาบุคลากรที่มีความชำนาญในด้านนี้พอสมควร ในด้านข้อมูลถือว่ามีความละเอียดสูงโดยจะได้รับความคิดเห็นได้หลากหลาย แล้วนำข้อเสนอหรือความคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขได้
   ส่วนของระบบ EIS จะเน้นไปในทางของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่ได้มีความรวดเร็วเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน โดย จะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มในภายภาคหน้าได้ ซึ่งเป็นระบบสำคัญให้กับองค์กรหรือบริษัทของผู้บริหารเป็นอย่างดี เป็นตัวช่วยในหารตัดสินใจที่ดี

------------------------------------------------------------------------------------------------------------


แหล่งที่มา : http://abutkun.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA/






วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ใบงานที่ 1




ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

Decision Support System


ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คืออะไร

         DSS เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อน ภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน นอกจากนั้น DSSยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกัน เพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขั้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่า DSS เป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ดังนั้นระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ จึงประกอบด้วยชุดเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model) และทรัพยากรอื่นๆ ที่ผู้ใช้หรือนักวิเคราะห์นำมาใช้ในการประเมินผลและแก้ไขปัญหา ดังนั้นหลักการของDSS จึงเป็นการให้เครื่องมือที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีรูปแบบที่ซับซ้อน แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ยืดหยุ่น DSS จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เพียงแต่การตอบสนองในเรื่องความต้องการของข้อมูลเท่านั้น





..............................................................................................................................................................

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
       
   1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
   2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
   3. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน
   4. การลงมือทำโครงงาน
   5. การเขียนรายงาน
   6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน


1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ 

          โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน ดังนี้ 
          1. การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ
          2. การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
          3. การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ
          4. กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
          5. งานอดิเรกของนักเรียน
          6. การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
          1. ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
          2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
          3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
          4. มีเวลาเพียงพอ
          5. มีงบประมาณเพียงพอ
          6. มีความปลอดภัย 



2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล 
          การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า
          1. จะทำ อะไร
          2. ทำไมต้องทำ
          3. ต้องการให้เกิดอะไร
          4. ทำอย่างไร
          5. ใช้ทรัพยากรอะไร
          6. ทำกับใคร
          7. เสนอผลอย่างไร 



3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน 

รายงานรายละเอียดที่ต้องระบุ
ชื่อโครงงานทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร
ประเภทโครงงานวิเคราะห์จากลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้
ชื่อผู้จัดทำโครงงานผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้
ครูที่ปรึกษาโครงงานครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควบคุมการทำโครงงานของนักเรียน
ครูที่ปรึกษาร่วมครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วม ให้คำแนะนำในการทำโครงงานของนัีกเรียน
ระยะเวลาดำเนินงานระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด กำหนดเป็นวัน หรือ เดือนก็ได้
แนวคิด ที่มา และความสำคัญสภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล
วัตถุประสงค์สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต
หลักการและทฤษฎี  หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
วิธีดำเนินงาน กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และผู้ัรับผิดชอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติ  วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
ผลที่คาดว่าจะได้รับ สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ
เอกสารอ้างอิงสื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน



 4. การลงมือทำโครงงาน 

          เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้
     4.1 การเตรียมการ
          การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
     4.2 การลงมือพัฒนา
          1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
          2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
          3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน 
     4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข
          การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย 
     4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ
          เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
     4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
          เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้  



5. การเขียนรายงาน 

          การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
     5.1 ส่วนนำ
          ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
          4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
          5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
     5.2 บทนำ
          บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
          1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
          3. ขอบเขตของโครงงาน
     5.3 หลักการและทฤษฎี
          หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย 
     5.4 วิธีดำเนินการ
          วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน  
     5.5 ผลการศึกษา
          ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก  
     5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
          สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย  
     5.7 ประโยชน์
          ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย  
     5.8 บรรณานุกรม
          บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย  
     5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน
          หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
          1. ชื่อผลงาน
          2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
          3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
          4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก
          5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ   



6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน 

          การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
          4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ
          6. การสาธิตผลงาน
          7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างโครงงาน



ชื่อโครงงาน

โปรแกรมให้อาหารสัตว์เลี้ยง(Best food for man Best friend)

ชื่อผู้ทำโครงงานน.ส. อริสรา โปษณเจริญ,น.ส. ศุภจิต วรกิจพิพัฒน์,น.ส. ณัฐกานต์ ตาปสนันท์
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาครูนราภรณ์ ทองอุทัย 
สถาบันการศึกษาโรงเรียนราชินี 
โครงงานได้รับรางวัลได้เงินทุนอุดหนุนโครงการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 
ระดับชั้นอื่นๆ 
หมวดวิชาคอมพิวเตอร์ 
วัน/เดือน/ปี ทำโครงงานไม่ระบุ
บทคัดย่อ
เนื่องจากในปัจจุบันพบว่าคนในสังคมเมืองมักใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน และใช้เวลากับการทำงานเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงบางครั้งต้องทำงานค้างคืนนอกบ้านหลายวัน โดยต้องเป็นกังวลกับการให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่บ้านของตน และไม่มีเวลาให้กับสัตว์เลี้ยงของตน ทำให้เกิดลักษณะที่สัตว์เลี้ยงถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการเอาใจใส่ รวมถึงในลักษณะที่ต้องปล่อยสัตว์เลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน เป็นเวลาหลายวันก็มี ทำให้ประสบเหตุที่สัตว์เลี้ยงไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอ ต่อความต้องการของสัตว์ ทางคณะผู้จัดทำเล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้จัดคิดแก้ปัญหานี้ โดยการประดิษฐ์เครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้เลี้ยง
เครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงดังกล่าว ทางคณะผู้จัดทำได้สร้างให้เครื่องสามารถปล่อยอาหารอัตโนมัติ ตามเวลาที่ได้ตั้งไว้ ซงทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ และตรงตามเวลาที่ควรให้ โดยเครื่องให้อาหารนี้สามารถเก็บอาหารไว้ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถให้อาหารสัตว์เลี้ยงได้หลายวัน พร้อมด้วยเครื่องให้น้ำอัตโนมัติ ที่ควบคุมทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ เพื่อให้น้ำเต็มภาชนะอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากสัตว์นั้นต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน นอกจากนี้ภายในถังเก็บน้ำและอาหาร จะมีระบบแจ้งเตือน ในกรณีที่น้ำหรืออาหารหมดลง หรือต่ำกว่าปริมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกแก่ผู้เลี้ยง ที่ไม่จำเป็นต้องตรวจดูปริมาณน้ำและอาหารตลอดเวลา
จากข้อความที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่คณะผู้จัดทำได้พัฒนาขึ้นนั้น ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง และทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับน้ำและอาหาร ได้ตรงตามความต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นการนำเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับซอฟแวร์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน และสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบัน

    ที่มา                                           http://www.vcharkarn.com/project/view/628

    สรุป                                            ทางผู้จัดทำเห็นว่าปัจจุบัน ผู้คนมักจะยุ่งกับภาระในแต่ละวัน
                                                      จนอาจละเลยการให้อาหารสัตว์เลี้ยง ผู้จัดทำจึงคิดเครื่องให้
                                                      อาหารสัตว์อัตโนมัติ โดยติดตั้งระบบเซนเซอร์และนาฬิกา เพื่อ
                                                      ให้อาหารสัตว์เลี้ยงได้ตรงตามเวลา และมีการแจ้งเตือนเมื่ออา
                                                      หารใกล้หมด


วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กิจกรรม - โครงงานคอมพิวเตอร์





1. โครงงานคอมพิวเตอร์ หมายถึงอะไร

 ตอบ  โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนสนใจ โดยนักเรียนจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ความรู้ กระบวนการทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้นหรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข






2. โครงงานคอมพิวเตอร์ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

     ตอบ  5 ประเภท

     1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
     2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
     3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
     4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
     5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)


  


   






3. ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่าง 2 โครงงาน


1. ชื่อ   เครื่องมือเอแจ็กซ์สำหรับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน
   บทคัดย่อ ในปัจจุบันเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆมากมายอาทิ ด้าเศรษฐศาสตร์ ด้านการติดต่อสื่อสารและด้านการศึกษา ซึ่งด้านความต้องการเหล่านี้ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แอปพลิเคชันต่างๆก็มีความพยายามที่จะออกแบบให้คตัวเว็บมีความสวยงาม และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้เทคโนโลยีที่นำมาใช้มีอยู่มากมายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าของแอปพลิเคชันต้องลงทุนสูงกับการปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ดังนั้นวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ การสร้างเครื่องมือที่ทำการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันโดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้

เทคโนโลยีเอเเจ็กซ์ เป็นรูปแบบหนึ่งในการพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยให้โต้ตอบกับผู้ใช้อื่นๆได้ดีขึ้น โดยการรับส่งข้อมูลนั้นๆจะทำให้ฉากหลัง ทำให้ไม่ต้องดาว์นโหลดทั้งหน้าทุกครั้งท่มีการเปลี่ยนแปลง ช่วยเพิ่มการตอบสนอง ควารวดเร็วและการใช้งานโดยรวมดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีเอแจ็กซ์ ได้เข้ามามามีบทบาทกับแอปพลิเคชันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการที่จะเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชัน ไปป็นเชื่อมโยงแบบเอเเจ็กซ์นั้น ถ้าจะต้องแปลงเองทีละเว็บ ก็อาจทำได้ไม่สะดวกนัก ดังนั้น โครงการนี้จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการแปลงแอปพลิเคชันแบดั้งเดิม ไปเป็นแอปพลิเคชันที่มีการเชื่อโยงแบบเอเเจ็กซ์ขึ้น ซึ่งเเนวทางที่จะช่วยให้เปลี่ยนแปลง ทำให้สะดวก ง่ายขึ้น ด้วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการทำงาน รวมทั้งเป็นดารส่งเสริมให้มีการนำเทโนโลยีเอเเจ็กซ์มาใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้ดีอีกด้วย


2. ชื่อ  ประเทศไทยทาสีเขียว ( Paint On Thailand )
   บทคัดย่อ ในโลกเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบันนี้ ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกละเลยและเพิกเฉยจนทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ขาดสังคมที่ผู้คนจะเข้ามาร่วมกันพบปะพูดคุยแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข่าวสาร แม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบบริเวณที่อาศัยอยู่ก็ยังขาดแคลนแหล่งข้อมูล 
ผู้พัฒนาจึงคิดว่าการพัฒนาระบบใหม่ที่สร้างสังคมออนไลน์ใหม่เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้คนที่ยังรักประเทศไทยอยู่ให้ตระหนักถึงปัญหาและช่วยกันกระตุ้นการปลูกต้นไม้ จะช่วยทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศสีเขียวอีกครั้งได้ ดังนั้น Paint On Thailand จึงเป็นสังคมเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รับข้อมูลจากผู้ใช้รายอื่นตามหลักการของเว็บ 2.0 ที่ผู้ใช้เป็นทั้งผู้รับข้อมูล และให้ข้อมูลแก่ผู้อื่น เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสช่วยเหลือประเทศไทยของเราเอง




><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><>



คำศัพย์คอมพิวเตอร์

  1. software = ชุดคำสั่งหรือโปรแกรม
  2. Input unit = หน่วยรับเข้า
  3. Output unit = หน่วยส่งออก
  4. Ram = เก็บข้อมูลและโปรแกรม
  5. Online = การติดต่อ
  6. Network = เครือข่าย 
  7. User = ผู้ใช้
  8. Account = บัญชีผู้ใช้
  9. Bug = ความผิดพลาดของคอม
  10.  Monitor = จอภาพ
  11. Speaker = ลำโพง
  12. Chat = การสื่อสารผ่านเครือข่าย
  13. Web cam = กล้องสำหรับติดต่อ
  14. Modem = เครื่องแปลสัญญาณ
  15. Wireless Card = การ์ดเครือข่ายไรสาย
  16. Icon = สัญลักษณ์
  17. Desktop = พื้นหลังของหน้าจอ
  18. Minimize = ย่อขนาดเล็กสุด
  19. Maximize = ขยายใหญ่สุด
  20.  Theme = หัวข้อเรื่อง
  21. Folder = แฟ้มเก็บงาน
  22. Format = รูปแบบ
  23. Document = เอกสาร
  24. Hyperlink = การเชื่อมโยงหลายมิติ
  25. Internet = ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
  26. Ram = เก็บข้อมูลและโปรแกรม
  27. Antivirus Program = โปรแกรมป้องกันไวรัส
  28. Variable : ตัวแปร
  29. Simulation : การจำลอง
  30. Operating System : ระบบปฏิบัติการ
  31. Machine language : ภาษาเครื่อง
  32. master file : แฟ้มข้อมูลหลัก
  33. CD-ROM = ตัวจัดการกับแผ่นต่างๆ
  34. Database = ฐานข้อมูล
  35. Database = ฐานข้อมูล
  36. debug : แก้จุดบกพร่อง
  37. Scheme = แผนผัง
  38.  Password = รหัสผ่าน
  39. integrated software package : ชุดคำสั่งสำเร็จเบ็ดเสร็จ
  40. Upload = การโหลดข้อมูล 
  41.  .net = แสดงเว็บของบริษัท
  42. Multimedia = สื่อประสม
  43. Touch screen = จอสัมผัส
  44. E-mail = จดหมาย
  45. Turn Off = ปิดเครื่อง
  46. GPS = สัญญาณแผนที่บนโลก
  47. Task = งานหนัก
  48. Access Point = ตำแหน่งที่เข้าถึงสัญญาณ
  49. Restore = ฟื้นฟู ซ่อมแซม
  50. Directories = สารบบ

วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ต





1. Social Network  


 


   เครือข่ายสังคม (ชุมชนออนไลน์) เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมลล์ วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติ    พลาย โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด




2.Chat




    แชท (Chat) คือการพูดคุยออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยอาจใช้โปรแกรมแตกต่างกันไปค่ะ เช่น MSN, Google talk, Yahoo Messenger, Skype
    Chat Room (ห้องสนทนา) คือ การสนทนาออนไลน์อีกประเภทหนึ่ง ที่มีการส่งข้อความถึงกัน โต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในทันที ไม่จำกัดอายุและเพศ ซึ่งการเข้าไปสนทนาเราจำเป็นต้องเข้าไปในเว็บไซต์ที่ให้บริการห้องสนทนาเช่น www.sanook.comwww.pantip.com เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนได้ ไม่ว่าจะเพื่อความรู้ หรือบันเทิง






3. Email




         e-mail เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านระบบโทรคมนาคม ข่าวสารหรือข้อความของ e- mail จะเป็นไฟล์ประเภทข้อความ อย่างไรก็ตามสามารถส่งไฟล์ประเภทอื่น เช่น ไฟล์ประเภทภาพหรือเสียง เป็นไฟล์ที่แนบไปในรหัสแบบ binary โดย e- mail เป็นสิ่งแรกที่ใช้อย่างกว้างขวางในอินเตอร์เน็ต และเป็นสัดส่วนใหญ่ในการใช้ traffic บนอินเตอร์เน็ต e- mail สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ใช้ของ online service provider กับระบบเครือข่ายอื่น นอกจากนี้ ภายในอินเตอร์เน็ต e- mail เป็นโปรโตคอลแบบหนึ่งที่รวมอยู่ใน Transport Control Protocol/Internet Protocol (TCP/IP) โปรโตคอลที่นิยมสำหรับการส่ง e- mail คือ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) และโปรโตคอล ที่นิยมในการรับ e- mail คือ POP3 ทั้ง Netscape และ Microsoft ได้รวม e- mail และส่วนประกอบการทำงานใน web browser











อ้างอิง

 https://sites.google.com/site/socialnetworkfc/social-network-khux-xari
           http://krupichit.wordpress.com/2010/06/03/%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%97-chat-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/

http://www.com5dow.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C-it/875-e-mail-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3.html










เว็บเบราว์เซอร์



เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)


1.นักเรียนใช้ Internet สำหรับทำอะไร ให้นักเรียนตอบมา 10 อย่าง
ตอบ 1. เล่นเกมส์
       2. ดูการ์ตูน
       3. ดูหนัง
       4. ดูซีรีย์
       5. อ่านนิยาย
       6. อ่านบทความตามเว็บต่างๆ
       7. ค้นหาข้อมูลทำการบ้าน
       8. ฟังเพลง
       9. ส่งไฟล์งาน
       10. ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ



2. เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) หมายถึงอะไร
ตอบ  Web browser คือซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลเและติดต่อสื่อสารกับระบบสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบของเว็บเพจ ซึ่งอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า World Wide Web (WWW)



3. ยกตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ มา 4 โปรแกรม (พร้อมรูปภาพ)
ตอบ  1. internet explorer                               












          
            2. chrome
                                         

        3. Mozilla firefox





       4. Netscape



















วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557









Profile

.
.
.


ชื่อ : น.ส.วันทนีย์  คำบึงกลาง

ชื่อเล่น : ลัคกี้

ชั้น : ม.5/1   เลขที่ : 12

สีที่ชอบ : สีส้ม

งานอดิเรก : วาดรูป ดูการ์ตูน นอนเฉื่อยๆ

การ์ตูนที่ชอบ : วันพีช , ดรากอนบอล

สัตว์เลี้ยง : แมว






><><><><><><<><><><><><><><><><><><><><><><><><><>






วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557